วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก (อังกฤษcomputer network; ศัพท์บัญญัติว่า ข่ายงานคอมพิวเตอร์) คือเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวนตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆในเครือข่าย (โหนดเครือข่าย) จะใช้สื่อที่เป็นสายเคเบิลหรือสื่อไร้สาย เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดีคือ อินเทอร์เน็ต
การที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลง
การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันในเครือข่าย ทำให้ระบบมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น การแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยประมวลผล,หน่วยความจำหน่วยจัดเก็บข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและไม่สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ เช่นเครื่องพิมพ์ เครื่องกราดภาพ (scanner) ทำให้ลดต้นทุนของระบบลงได้
อุปกรณ์เครือข่ายที่สร้างข้อมูล, ส่งมาตามเส้นทางและบรรจบข้อมูลจะเรียกว่าโหนดเครือข่าย. โหนดประกอบด้วยโฮสต์เช่นเซิร์ฟเวอร์, คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่าย อุปกรณ์สองตัวจะกล่าวว่าเป็นเครือข่ายได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการในเครื่องหนึ่งสามารถที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกระบวนการในอีกอุปกรณ์หนึ่งได้
เครือข่ายจะสนับสนุนแอปพลิเคชันเช่นการเข้าถึงเวิลด์ไวด์เว็บ, การใช้งานร่วมกันของแอปพลิเคชัน, การใช้เซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บข้อมูลร่วมกัน, การใช้เครื่องพิมพ์และเครื่องแฟ็กซ์ร่วมกันและการใช้อีเมลและโปรแกรมส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีร่วมกัน

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

 อุปทาน   (Supply)  คือ  ปริมาณการเสนอขายสินค้าและบริการของหน่วยผลิตหรือหน่วย ธุรกิจ  ณ  ระดับราคาต่างๆกัน

1. ปัจจัยกำหนดอุปทาน   ประกอบด้วยราคาสินค้าชนิดนั้น ราคาปัจจัยการผลิต ต้นทุน การผลิตสินค้า เทคนิคการผลิตสินค้าและสภาพดินฟ้าอากาศเป็นต้น
2. กฎของอุปทาน  กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายสินค้าจะเป็นไปในทิศ ทางเดี่ยวกันกับการเปลื่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น ราคาเพิ่ม ปริมาณเสนอขายเพิ่ม
3. อุปทานของหน่วยผลิตแห่งหนึ่ง   ปริมาณการเสนอขายสินคาขึ้นอยู่กับราคาสินค้าเมื่อรวมอุปทานของหน่วยผลิตหลายๆหน่วยในสินค้าชนิดหนึ่งกจะเป็นอุปทานของตลาด
4. การเปลื่ยนแปลงอุปทาน  แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
(1) การเปลี่ยนแปลงปริมาณ อุปทานที่อยู่บนเส้นอุปทานเดิมมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้า
(2) การเปลี่ยนแปลงระดับอุปทาน  เสนออุปทานจะเคลื่อนย้ายทั้งเส้นที่มีสาเหตุ มาจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช้ราคาสินค้า เช่น ราคาปัจจัยการผลิต เทคนิคการผลิต สภาพดิน ฟ้าอากาศเป็นต้น 
5. ดุลยภาพในตลาดสินค้าและบริการ   คือ ภาวะที่ปริมาณการเสนอซื้อสินค้าเท่ากับปริมาณการเสนอขายสินค้า ณ ระดับราคาหนึ่ง ดังน้ัน จึงเรียกว่า ราคาดุลยภาพและปริมาณซื้อขาย ดุลยภาพ 
6.  การเปลื่ยนแปลงดุลยภาพ  4 กรณี คือ
(1) กรณีระดับอุปสงค์ เพิ่ม-ลด  (อุปทานคงที่) 
(2) กรณีระดับอุปทาน เพิ่ม-ลด  (อุปสงค์คงที่)
(3) กรณีอุปสงค์เพิ่มและอุปทานลดลงในสัดส่วนเดียวกัน
(4) กรณีอุปสงคเพิ่มและอุปทานลดในสัดส่วนเท่ากัน ทั้ งหมดนี้จะมีผลตอราคาและ  ปริมาณซื้อ-ขายอย่างไร
7.  การแทรกแซงตลาดสินค้าของรัฐบาล มี 2 ประเภทคือ
(1) การกำหนดราคา ขั้นตํ่า ให้สูง กว่าราคาตลาดในขณะนั้น ทําให้เกิดอุปทานส่วนเกิน(Excess Supply)
(2) การกำหนดราคา ขั้นสูง ให้ตํ่า กวาราคาตลาดในขณะนั้น ทําให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกิน(Excess Demand) รวมท้ังมาตรการต่างๆที่จะนำมาใช้ในทั้งสองกรณี
ที่มา www.mwit.ac.th/~daramas/bea_eco.doc


 อุปสงค์  (Demand) ความหมายและปัจจัยกำหนดอุปสงค์ ฟังก์ชั่น อุปสงคและกฎของอุปสงค์ การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์ 3 มีประเภท อุปสงค์ต่อราคา  ตารางอุปสงค์ และเส้นอุปสงค์ การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์และการเปลี่ยนแปลงระดับอุปสงค์ อุปสงค์ต่อรายได้   กรณีสินค้าปกติ และสินค้าด้อย ความสำคัญ อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น : กรณีสินค้าประกอบกันและสินค้าทดแทนกัน อุปสงค์บุคคลและอุปสงคของตลาด

สาระสำคัญของการศึกษา
1. อุปสงค์ คือ  ปริมาณความตองการเสนอซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคในสินค้า ชนิด หนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆ  โดยมีความตั้งใจและความสามารถในการซื้อสินค้า 
2. ปัจจัยกำหนดอุปสงค์   ประกอบด้วยราคาสินค้าชนิดน้ัน รายได้ของผู้บริโภคราคา สินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับ รสนิยมของผู้บริโภคฯลฯ 
3.กฎของอุปสงค์   แสดงความสมพันธ์ ระหว่างราคาสินค้าชนิดนั้นกับปริมาณ เสนอซื้อสินค้า เป็นความสมพันธั ในลักษณะตรงกันข้าม
4. อุปสงค์   ต่อราคาแสดงความสัมพันธ์ ระหว่าง ราคาสินค้าชนิดนั้นกับปริมาณการ เสนอซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นไปตามกฎของอุปสงค์ 
5. การเปลื่ยนแปลงของอุปสงค์  ต่อราคาสินค้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 
(1) เปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์ ที่เคลื่อนยายบนเส ้นอุปสงค์เดิม(move along the Curve) มีสาเหตุมา จากการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า 
(2) การเปลี่ยนแปลงระดับอุปสงค์ เส้นอุปสงค์เคลื่อนยายไปทั้งเส้น (shift) มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่ราคา เช่น รายได้รสนิยม เป็นต้น 
6. อุปสงค์   ต่อรายได้แสดงความสมพันธ์ระหว่างปริมาณการเสนอซื้อสินค้ากับรายได้ ของผู้บริโภคแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ 
(1) สินค้าปกติ  (Normal goods)  ความสัมพันธ์ของตัวแปรรายได้กับปริมาณการเสนอซื้อสินค้า ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น รายได้เพิ่มเสนอซื้อสินค้าเพิ่มเป็นต้น 
(2) สินค้าด้อยความสำคัญ  (Inferior good)  ความสัมพันธ์ของตัวแปรรายได้กับปริมาณเสนอซื้อสินค้าไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น รายได้เพิ่ม เสนอซื้อสินค้าด้อยความสำคัญลดลง  
7. อุปสงค์ราคาสินค้าชนิดอื่น    แสดงความสัมพันธ์ ระหว่าง ราคาสินค้าชนิดหนึ่งกับปริมาณเสนอซื้อสินค้าอีกชนิดหนึ่ง แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ 
(1) สินค้าประกอบกัน  (Complementary goods)  ความสัมพันธ์ของตัวแปรราคาสินค้าชนิดหนึ่งกับปริมาณเสนอซื้อสินค้า อีกชนิดหนึ่งไปในทิศทางตรงกนข้ามกันเช่น ราคาสมุดเพิ่มขึ้นปริมาณเสนอซื้อสมุดลดลงและยัง ทําใหปริมาณการเสนอซื้อปากกาลดลงด้วย
(2) สินคาทดแทนกัน   (Substitution goods)   ความสัมพันธ์ของตัวแปรราคาสินค้าชนิดหนึ่งกับปริมาณเสนอซื้อสินค้าอีกชนิดหนึ่งไปในทางทิศทางเดี่ยวกันเช่น ราคาเนื้อหมูสูงขึ้น ปริมาณเสนอซื้อเนื้อหมูลดลงแต่ปริมาณเสนอซื้อเนื้อไก่จะเพิ่มขึ้น เป็นต้น 
8. อุปสงค์ของบุคคล     แสดงความสมพันธ์ของปริมาณการเสนอซื้อสินค้า ณ ระดับราคาต่างๆกัน แต่เมื่อนำอุปสงค์ส่วนบุคคลของสินค้าชนิดหนึ่งหลายๆคนมารวมกันจึงถือว่าเป็นอุปสงค์ในสินค้าของตลาด
ที่มา www.mwit.ac.th/~daramas/bea_eco.doc